คำว่างานในวิชากลศาสตร์วิศวกรรมหมายถึง  ผลที่เกิดจากแรง  F  กระทำต่อวัตถุและทำให้วัตถุเคลื่อนที่ไปได้ระยะทาง  X   โดย  งานจะมีค่าเท่ากับผลคูณของแรงกับระยะทางที่อยู่ในทิศทางเดียวกันเท่านั้น คือ 

                                                                                                                                    

                ความสัมพันธ์ของแรงและระยะทางใช้ในการหางานที่ต้องการในการยกเคลื่อนย้ายวัสดุดึงเส้นลวด  หรือเคลื่อนย้ายอนุภาคผ่านสนามแม่เหล็กแต่อย่างไรก็ตามวิชาอุณหพลศาสตร์ที่ศึกษาในระดับมหาภาคนั้นได้ให้คำนิยามของงานที่เกี่ยวกับระบบ  คุณสมบัติและกระบวนการไว้ดังนี้     “ งานจะเกิดขึ้น เมื่อระบบและสิ่งแวดล้อมมีการกระทำต่อกัน และผลของการมีปฏิกิริยาต่อกัน เกิดขึ้นนอกขอบเขตของระบบนั้น จะเป็นผลทำให้วัตถุถูกยกขึ้นหรือยกลง ” งานเป็นกระบวนการถ่านเทงาน  จากคำนิยามไม่ได้เจาะจงว่าวัตถุจะถูกยกขึ้นหรือยกลงอย่างใดอย่างหนึ่ง  การที่วัตถุจะถูกยกขึ้นหรือยกลงนั้น  จะขึ้นอยู่กับทิศทางของแรงที่กระทำต่อวัตถุ  และงานที่ได้จะต้องเกิดขึ้นนอกระบบเท่านั้น  เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นพิจารณาให้ลิฟต์เป็นระบบและภายในลิฟต์มีคนและกล่องถ้าคนยกกล่องขึ้นเราได้ว่าไม่เกิดงาน  เพราะว่าการที่กล่องถูกยกขึ้นเกิดขึ้นภายในระบบ (ลิฟต์)

                พิจารณาใบพัดที่วางจมอยู่ในของไหล  ปลายข้างหนึ่งของใบพัดต่อกับมอเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (รูปที่ 1 ก) ถ้ามอเตอร์เริ่มหมุนจะให้ของไหลเกิดการปั่นป่วน  การที่จะกล่าวว่ามีงานเกิดขึ้นหรือไม่นั้น จะต้องกำหนดว่าอะไรคือระบบ  และมีขอบเขตอย่างไร เพื่อให้เห็นได้ชัดเจนเปลี่ยนเอาใบพัดออกและเอามู่เล่ย์ที่มีตุ้มน้ำหนักห้อยอยู่ (รูปที่ 1ข) ใส่แทน เมื่อมอเตอร์หมุนตุ้มนำหนักจะถูกยกขึ้น นั่นคือ  ถ้าเรามีระบบและขอบเขตดังรูปที่ 1ข    จะกล่าวได้ว่ามีการส่งผ่านงานออกมาจากระบบ (เกิดงานขึ้น)  แต่ถ้าให้แบตเตอรี่  มอเตอร์  มู่เล่ย์  และตุ้มน้ำหนัก      เป็นระบบอยู่ภายในขอบเขตเดียวกันก็จะกล่าวได้ว่าไม่มีการส่งผ่านงานออกจากระบบ   (ไม่เกิดงาน)

 

รูปที่ 1  ขอบเขตของระบบและการส่งผ่านงาน

 

                รูปที่ 2  กำหนดให้ขอบเขตมีระบบเฉพาะที่แบตเตอรี่เท่านั้น จะมีงานผ่านออกสู่สิ่งแวดล้อมหรือไม่นั้นต้องพิจารณาเช่นเดียวกับ รูปที่ 1ข  จะพบว่าเมื่อเกิดความต่างศักดิ์ของไฟฟ้าก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าไหลออกจากแบตเตอรี่  ทำให้มอเตอร์หมุนและเกิดการยกน้ำหนักขึ้น หรือกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะทำให้เกิดการถ่ายเทความร้อนออกจากแบตเตอรี่  ดังนั้นแสดงว่ามีการถ่ายเทงานออกจากระบบ (แบตเตอรี่)  จึงสรุปได้ว่าเกิดงานขึ้น

                จะเห็นได้ว่าการถ่ายเทงานออกจากขอบเขตของระบบ ทำให้เกิดงาน  ไม่ว่าจะเป็นการยกวัตถุขึ้นหรือลงก็ตาม จะต้องมีการกำหนดเครื่องหมาเพื่อแสดงทิศทางของงานว่า  เป็นงานที่ระบบกระทำต่อสิ่งแวดล้อม  หรือสิ่งแวดล้อมกระทำต่อระบบ  โดยมีการกำหนดเครื่องหมายดังนี้

-          งานที่ระบบให้กับสิ่งแวดล้อม  ให้มีเครื่องหมายเป็นบวก  (+)

-          งานที่สิ่งแวดล้อมให้กับระบบ  ให้มีเครื่องหมายเป็นลบ  (-)

 

งานจะเป็นปริมาณที่เกิดขึ้นอยู่กับกระบวนการเช่นเดียวกับความร้อนไม่ขึ้นกับสภางะซึ่ง

แสดงว่าเป็นฟังชันก์ทางเดิน  และจะเป็นอนุพันธ์ไม่ตายตัว  มีสัญลักษณ์เป็น   ดังนั้นอนุพันธ์ของความร้อนและงาน  เขียนแทนได้เป็น   และ   ตามลำดับ  โดยจะแตกต่างไปจากคุณสมบัติที่เป็นฟังชันก์จุด ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะและอนุพันธ์ตายตัว  มีสัญลักษณ์เป็น d  เช่นอนุพันธ์ของปริมาตรเขียนได้เป็น  dV  โดยปริมาตรทั้งหมดที่เปลี่ยนแปลง  จากสภาวะที่ 1  เป็นสภาวะที่2   ในระกว่างกระบวนการใด ๆ จะเขียนได้เป็น

                                                                                                            

                แต่สำหรับงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการ  โดยมีการเปลี่ยนแปลง  จากสภาวะที่ 1  เป็นสภาวะที่ 2  จะเขียนได้เป็น    

                                                                                                             และไม่ใช่   หรือ 

                ซึ่งหมายความว่า  ที่สภาวะที่1  หรือที่สภาวะที่ 2 ไม่ได้เกิดงานออกมา แต่งานจะได้จากกระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  สภาวะที่1  เป็นสภาวะที่2  ดังรูปที่ 3

 

 

รูปที่ 2  การถ่ายเทงานออกจากระบบ

 

รูปที่ 3  แสดงลักษณะของฟังชันก์จุดและฟังชันก์ทางเดิน